มหานครลอนดอน เก็บค่าเข้าเมืองวันละ 828 บาท — จากนโยบายที่คนไม่ชอบ สู่สิ่งที่ทุกคนยอมรับ

17 กุมภาพันธ์ 2003 — นายกเทศมนตรีเคน ลิฟวิงสโตน เปิดนโยบายที่เขาทำนายว่าจะเป็น “วันเลือดตก” เก็บค่าผ่านทางรถยนต์เข้าเขตลอนดอนกลาง 5 ปอนด์ (ประมาณ 230 บาท) ครอบคลุมพื้นที่ 21 ตารางกิโลเมตร

เสียงต่อต้านรุนแรง ฝ่ายค้านตั้งชื่อล้อว่า “Kengestion charge” — ผสมชื่อเคนกับคำว่ารถติด สภาเวสต์มินสเตอร์ฟ้องศาลสูง (ศาลยกฟ้อง) ห้างจอห์น ลูอิสยอดขายลด 7.3% ภาคธุรกิจ 25% ขู่ย้ายออกนอกเมือง

แต่ผลลัพธ์มาเร็วกว่าที่ทุกคนคิด วันที่ 1: รถเข้าเมืองลดลง 25% ภายในสัปดาห์ที่ 2 ลดลง 20% จากค่าพื้นฐาน เพิ่มรถเมล์ 300 คันทันที เวลาเดินทางลดลง 14% ปี 2004 ลิฟวิงสโตนชนะเลือกตั้งอีกครั้ง — ชาวลอนดอนลงคะแนนรับรองนโยบายนี้

อัตราค่าผ่านทางเดินหน้าขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบัน 18 ปอนด์ (ประมาณ 828 บาท) ในปี 2026 เก็บวันจันทร์-ศุกร์ 07:00-18:00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 12:00-18:00 น. ใช้กล้อง ANPR อ่านป้ายทะเบียน แม่นยำ 90% ผู้ถือบัตร Blue Badge ได้รับยกเว้นเต็มจำนวน, ผู้อยู่อาศัยในเขตได้ส่วนลด 90%

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมปีแรก: NOx ลด 13.4% PM10 ลด 15.5% CO2 ลด 16.4% หลัง 3 ปีสะสม NOx ลด 17.3% PM10 ลด 23.8% รถในเขตลอนดอนกลางลดลง 30% จากค่าพื้นฐาน

รายได้รวม 2.6 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 119,600 ล้านบาท) ใน 10 ปีแรก ลงทุนระบบรถเมล์ 960 ล้านปอนด์ (ประมาณ 44,160 ล้านบาท) และโครงสร้างขนส่งสาธารณะรวม 1.2 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 55,200 ล้านบาท) – 23 ปีผ่านไป ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าแตะนโยบายนี้

Lesson learned การเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่เป็นตัวอย่างให้เรานำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองได้ครับ

ที่มา: Transport for London, Wikipedia, รายงานวิชาการ