ยังอยู่ในเรื่องของกระเบื้องนำทาง คราวนี้เรามาดูกันต่อว่าการเดินเส้นกระเบื้องนำทางควรมีระยะห่างแค่ไหน เพื่อให้คนตาบอดเดินได้อย่างปลอดภัยครับ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าคนตาบอดเดินยังไง บางคนเดินคร่อมเส้นกระเบื้องนำทางแล้วใช้ไม้เท้าเคาะนำ บางคนเดินเลี่ยงไปข้างเส้นทางด้านที่ถนัด แล้วค่อยๆ ใช้อีกด้านของเท้าหรือไม้เท้าแตะเส้นเพื่อนำทาง การที่เส้นต้องตรงและมีระยะห่างที่ปลอดภัยจากสิ่งกีดขวางจึงสำคัญกับทั้ง 2 สไตล์การเดิน ลองดูพื้นที่จริง ไม้เท้าที่เหวี่ยงเคาะไปข้างๆ กินทางกว้างราว 120 เซนติเมตร ระยะห่างกระเบื้องนำทางจากเสาหรือต้นไม้จึงต้องมากพอ ไม่ใช่เบียดชิดแบบที่เราเห็นบ่อยๆ
ปัญหาคือมาตรฐานทางเท้าไทยในตอนนี้ไม่พูดถึงระยะห่างจากสิ่งกีดขวางเลย กฎกระทรวง 2564 ระบุแค่ว่าชนิดนำทางต้อง “ติดตั้งในทิศทางที่นำไปสู่ทางเข้าออกอาคาร จุดบริการ ห้องน้ำ ลิฟต์ หรือบันได” เท่านั้น ไม่มีความกว้าง ไม่มีระยะห่างจากต้นไม้ เสาไฟ หรือป้ายรถเมล์ เรากำลังปล่อยให้ช่างหรือผู้รับเหมาวางเส้นตามใจ ผลก็เป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เส้นนำทางวิ่งเฉียดต้นไม้ พุ่งเข้าหาเสาไฟฟ้า บางจุดซิกแซกจนคนตาดียังเวียนหัว
ญี่ปุ่น🇯🇵 ระบุว่าต้องไม่มีสิ่งกีดขวางในรัศมี 30 เซนติเมตรรอบบล็อก และที่สำคัญต้องเดินเป็นเส้นตรง ห้ามเลี้ยวเฉียดเสา และต้องเตือนดังๆ ว่า 30 เซนติเมตร คือค่าต่ำสุดและน้อยเกินไป พื้นที่ปกติควรยึดที่ 60 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งตรงกับมาตรฐานสากล ISO 23599 ระบุว่าระยะห่างควรเป็น 60 เซนติเมตร พร้อมหลักการสำคัญ “กระเบื้องนำทางไม่ควรใช้ทดแทนการออกแบบที่ไม่ดี” — ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือเก็บสิ่งกีดขวางออกไป ไม่ใช่เลี่ยงเส้นไปรอบๆ
ตอนนี้ กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกฯ 2564 ข้อ 3/1 เปิดช่องให้อ้างอิงมาตรฐานอื่นที่ยอมรับทั่วไปได้ นี่คือช่องทางที่เราควร ใส่รายละเอียดที่ขาดหายไปในขอบเขตงาน (TOR) และเพิ่มรายการตรวจรับงานก็ต้องชัดเจนด้วย และสำคัญที่สุด อย่าลืมการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ต้องมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการตั้งแต่ก่อนออกแบบจนถึงก่อสร้างและรับงานครับ
ต้องไม่ลืมว่า “คนตาบอดคือคนที่มองไม่เห็น” หากเราสร้างจุดเสี่ยง-เขาจะไม่รู้จนกว่าจะเดินชน
การพัฒนาเมืองที่ถูกต้อง คือทุกคนต้องสัญจรได้อย่างปลอดภัยครับ
ที่มา: กฎกระทรวง 2564, ISO 23599, MLIT ญี่ปุ่น


