ได้ยินน้องๆ คนพิการบ่นกันบ่อยๆ ว่า กฎหมายว่าด้วยการจ้างงานคนพิการมีมานานเกือบ 19 ปีแล้ว แต่ทำไมหางานดีๆ ยังยากนัก, มาดูข้อมูลกันซักหน่อยครับ คนถือบัตรประจำตัวคนพิการทั่วประเทศมีราว 2.31 ล้านคน (ข้อมูล ก.ค. 2569) ขณะที่การสำรวจปี 2565 พบคนพิการจริงถึง 4.19 ล้านคน แปลว่าเกินครึ่งยังไม่เคยลงทะเบียน, วัยทำงานกว่า 800,000 คน มีงานทำเพียงราว 1 ใน 4 และเด็กพิการวัยเรียนกว่า 28.9% (ปี 2565) ยังหลุดนอกระบบ…
พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการวางทางไว้ 3 ช่อง
🔸มาตรา 33 จ้างตรง หน่วยงานที่มีคนทำงานไม่พิการตั้งแต่ 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คนต่อพนักงาน 100 คน
🔸มาตรา 34 ถ้าไม่อยากจ้าง ต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ ปีละราว 1.2 แสนบาทต่อ 1 อัตรา
🔸มาตรา 35 ให้เลือกทางเลือกอื่น เช่น ให้สัมปทานพื้นที่ จัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จ้างเหมาช่วง หรือฝึกงานคนพิการ
แต่ พ.ร.บ. นี้ก็ทำเกิดผลกระทบทั้งสองด้านด้วยเช่นกัน
ด้านแรกคือ โอกาส ตัวเลขการจ้างตรงมาตรา 33 ทำได้ถึง 39,910 คน ในปี 2566–2567 ภาคเอกชนปฏิบัติตามโควตาสูงถึง 95.33% ในขณะที่หน่วยงานรัฐจ้างได้เพียงราว 24% (ก.ค. 2569)
บริษัทชั้นนำ 21 แห่งร่วมลงนาม (มี.ค. 2568) สร้างงานกว่า 2,700 ตำแหน่ง นายจ้างยังได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า หรือสูงถึง 3 เท่า หากพนักงานในบริษัทเกิน 60% เป็นคนพิการ กลไกเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดประตูโอกาสให้คนพิการจริงๆ
อีกด้านคือ การจ้างงานมุ่งหวังไปที่การจ้างขั้นต่ำ ไม่ได้ดูความสามารถและวุฒิฯ
และยังมีคนพิการจำนวนมากที่ถูกจ้างแบบนับโควตา ขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ทำงานจริง รับเพียงค่าตอบแทนราว 7,000–9,000 บาทต่อเดือน, บางแห่งใช้มาตรา 35 ในลักษณะจ้างเหมาหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เสียงสะท้อนเหล่านี้เป็นความท้าทายที่เราไม่ควรมองข้าม
ทางออก ต้องเดินสองฝั่งพร้อมกัน, สังคม ต้องให้โอกาสอย่างจริงใจ จับคู่งานกับความสามารถ เลือกจ้างตรงมาตรา 33 มากกว่าลัดเข้ามาตรา 35 และช่วยสอดส่องคุณภาพงานที่มอบให้, คนพิการเอง ก็ต้องใช้โอกาสที่มีเร่งพัฒนาทักษะและการศึกษาให้ทันโลก เพราะการพัฒนาคนอย่างยั่งยืนคือการทำให้คนแข็งแรง ไม่ว่าจะพิการหรือไม่
ความสำเร็จมิอาจเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมเชื่อมั่นว่าหากสังคมพร้อมให้โอกาส และคนพิการเองก็พร้อมก้าวไปข้างหน้า การจ้างงานคนพิการก็จะไม่ใช่เพียงตัวเลขโควตา แต่คืองานมั่นคง มีศักดิ์ศรีและเกิดความยั่งยืนครับ
ที่มา: MOL, NSO 2565, VoiceTV


