คงจะดีมากนะ ถ้ากรุงเทพในวันข้างหน้าเป็นเมืองที่ทุกคนเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ใช้รถเข็น คุณแม่ที่มีลูกน้อยในรถเข็นเด็ก หรือนักท่องเที่ยวที่ลากกระเป๋า ลองจินตนาการถึงทางเท้าที่ได้มาตรฐานสากล ที่มีพื้นผิวเรียบต่อเนื่อง ไม่มีเสาไฟฟ้าหรือเสาป้ายโฆษณามาขวางทาง ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า ไม่มีแผงขายของรุกล้ำ ไม่มีตึกที่เบียดขอบถนน ผมมั่นใจกรุงเทพฯ ทำได้แน่นอน

ประเทศญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วว่าความเป็นไปได้นี้ไม่ใช่แค่ฝัน โตเกียวมีกฎหมาย Barrier-Free ตั้งแต่ปี 2006 และเข้มงวดขึ้นในปี 2020 กฎหมาย Barrier-Free กำหนดให้สถานีรถไฟมีลิฟต์และทางลาด ทางเท้ามีกระเบื้องนำทางที่ใช้อย่างแพร่หลาย อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.1 คนต่อประชากรแสนคน ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 25.4 คนต่อแสนคน หรือมากกว่าถึง 12 เท่า ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากวัฒนธรรม แต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ญี่ปุ่นมีระบบปรับเงินทันทีสำหรับการขี่จักรยานขณะใช้โทรศัพท์มือถือ ปรับ 12,000 เยน หรือประมาณ 3,000 บาท การขับรถผิดทางมีโทษหนัก และมีระบบตัดแต้มที่ส่งผลต่อใบขับขี่ทุกประเภท

ถ้ากรุงเทพนำแนวทางนี้มาใช้ ทางเท้าต้องผ่านเกณฑ์พื้นฐาน 3 ข้อ ความกว้างที่เพียงพอ ความลาดชันและพื้นผิวที่ได้มาตรฐาน และความต่อเนื่องของเส้นทาง ไม่มีสะพานลอยที่อีกหลายคนใช้อย่างยากลำบากและอีกหลายคนไม่สามารถใช้ได้ ทุกสะพานลอยที่จำเป็นต้องมีลิฟต์รองรับ

สิ่งแวดล้อมบนทางเท้าต้องสะอาด ปลอดภัย และสะดวก ไฟส่องสว่างเพียงพอ ไม่มีจุดอับสายตา ไม่มีการทิ้งขยะเรี่ยราด หน่วยงานรัฐต้องทำงานอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง จริงจัง และซื่อสัตย์

กรุงเทพในวันพรุ่งนี้ไม่ใช่แค่เมืองที่สวยงาม แต่ควรเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าคุณจะเดินด้วยสองเท้า ใช้รถเข็น หรือมีข้อจำกัดทางด้านอื่น การออกแบบเพื่อทุกคนคือหัวใจของเมืองที่ก้าวหน้า

ที่มา: Accessibility Is Freedom