เช้าวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ประเทศไทย 🇹🇭 ตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวที่น่าตกใจ นักเรียนชายวัย 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ครูเสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บสาหัสประมาณ 10 ราย ก่อนที่เขาจะยิงตัวเองจบชีวิตลง
แต่ก่อนหน้านั้น เขาได้ยิงปู่และย่าของตัวเองที่บ้าน ปืนที่ใช้เป็นของปู่ อดีตข้าราชการครู ที่จดทะเบียนในชื่อของเขา พร้อมกระสุน 34 นัด
เราอาจโทษเด็กคนนี้เพียงลำพัง แต่เมื่อมองลึกลงไป ชีวิตของเขาอาจเป็นภาพสะท้อนของครอบครัวที่แตกร้าว พ่อแม่แยกทางกัน เขาถูกส่งให้อยู่กับปู่ย่าวัยชรา ไม่มีระบบใดสังเกตเห็นสัญญาณเตือน ไม่มีใครถามว่า “หนูเป็นอย่างไรบ้าง”
คำถามคือ เรากำลังมองข้ามอะไรกันแน่?
ข้อมูลจากครม. ปี 2566 ระบุว่า ประเทศไทย 🇹🇭 มีเหตุความรุนแรงในครอบครัวมากกว่า 24,000 เหตุการณ์ต่อปี และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติฯ เผยว่า ไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกเรื่องการบูลลี่ในโรงเรียน ขณะที่หลายโรงเรียนยังไม่มีนักจิตวิทยาประจำการ
นี่ไม่ใช่เรื่องของเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือเรื่องของระบบทั้งระบบ
ครอบครัวคือรากฐานของสังคม ถ้ารากฐานอ่อนแอ ตัวอาคารก็สั่นคลอน เมื่อเด็กเติบโตมาโดยไม่รู้สึกปลอดภัย ไม่มีพื้นที่ให้ระบายความรู้สึก ไม่มีผู้ใหญ่ที่พร้อมจะฟัง เขาจะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งมันระเบิดออกมาในรูปแบบที่รุนแรง
เราไม่ควรโทษปู่ย่าหรือพ่อแม่เพียงลำพัง พวกเขาก็คือผลิตผลของระบบเดียวกัน ระบบที่ไม่เคยสอนให้เรารู้จักจัดการอารมณ์ ระบบที่ไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตเด็ก ระบบที่มองว่าการตีคือการสั่งสอน และการเงียบคือความเข้มแข็ง
แต่ยังไม่สายเกินไป
การมีครอบครัวที่เข้มแข็ง ไม่ใช่แค่การมีพ่อแม่ครบทั้งสองคน แต่คือการมีผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟัง มีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้แสดงความรู้สึก มีนักจิตวิทยาในทุกโรงเรียน มีระบบที่คอยเฝ้าระวังและช่วยเหลือก่อนที่เหตุการณ์จะเกิด
วันนี้เราอาจช่วยเด็กคนนั้นไม่ได้แล้ว แต่เรายังช่วยเด็กอีกหลายล้านคนที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน
ครอบครัวที่อบอุ่นวันละ 1 ครอบครัว หมายถึงสังคมที่ปลอดภัยขึ้นอีก 1 หน่วย หมายถึงประเทศไทย 🇹🇭 ที่เข้มแข็งขึ้นอีก 1 ก้าว
มาตรการที่รองรับทั้งระบบ การทำงานอย่างเข้มข้นและจริงจัง จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ให้สังคมได้อย่างแน่นอนครับ
ที่มา: ไทยพีบีเอส, ทำเนียบรัฐบาล
