วิ่งสู้ฟัดรันนิ่ง

อยากเล่าเรื่องสุขภาพ ประสบการณ์ส่วนตัวให้ทุกคนฟัง, ตอนนี้ผมมีปัญหาสุขภาพ 3 เรื่องครับ:
1) ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ
จริงๆ เริ่มแสดงอาการนานแล้ว เพราะทานน้ำน้อย และไม่ได้ดูแลจริงจัง จนสุดท้ายต้องใช้ตัวช่วย วิ่งไปหาคุณหมอ ฉีดยา ตอนนี้หายแล้วครับ
2) มีแผลกดทับที่เอวซ้าย
เกิดจากนอนที่นอนแข็ง จุดที่เป็นกระดูกซี่โครงกดกับที่นอน ร่วมๆ 2 เดือน มารู้สึกตัวอีกทีเช็ดตัว อ้าวมีเลือดซึมๆ ขนาดแผลซักเหรียญ 10บาท ลึกซัก 1ซม. ไปให้คุณหมอเปิดแผล ดึงเนื้อตายออกไปแล้ว ทำแผลเองหลังอาบน้ำ เช้าเย็น สภาพแผลดีมาก
3) คุณภาพการนอนลดลง 50%
ปกติผมนอนตะแคงซ้าย พอมีแผลต้องนอนตะแคงขวา ทำให้ร่างกายรวนไปหมด จุดที่โดนกดทับต้องระวังใหม่ ทำให้คุณภาพการนอนลดลงมาก แน่นอนไม่พร้อมและส่งผลถึงการออกกำลังกายครับ

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ก่อนผมเริ่มออกวิ่ง ผมมีปัญหาแผลกดทับที่ก้น พยายามรักษาด้วยตัวเอง เอาไม่อยู่ อาจารย์หมอที่ดูแลมาตลอดบอกว่า “มานิตย์ ผ่าตัดเหอะ…”
ผมจำได้เลย ผมบอกคุณหมอว่า “ถ้าผมต้องนอนโรงพยาบาล 2 เดือน งานผมพังเละเทะแน่ๆ, ขอไปลุยดูแลตัวเอง ถ้าไม่ไหวจะกลับมากราบขอความกรุณาอาจารย์อีก…”

ตั้งแต่นั้นผมเริ่มออกวิ่ง โดยไม่สนใจแผลที่ก้น โดนกดทับช่างมัน ดูแลตามปกติ วิ่งมันทุกวัน จนสุดท้ายแผลค่อยๆ หาย และไม่เคยเป็นอีกเลย

ปกติถ้าเราเป็นแผลกดทับ คุณหมอจะสั่งอาหารโปรตีนสูงให้เรา เพื่อให้ร่างกายนำไปสร้าง ซ่อมแซมเซลเนื้อ นั่นคือสิ่งที่ทำกันมาตลอด ถูกแต่ไม่ทั้งหมดครับ
ถ้าสุขภาพเราไม่ดี ต่อให้เพิ่มโปรตีน เพิ่มสารอาหารมากแค่ไหนแต่ร่างกายนำไปใช้ได้ไม่เต็มที่ กว่าเนื้อจะเกิด กว่าแผลจะหายก็ช้ากินระยะเวลานานมาก

การออกกำลังกายจะทำให้เราเหนื่อย ทำให้ต้องกินอาหาร น้ำเพิ่ม ต้องนอนเพิ่ม สุดท้ายก็จะช่วยกระตุ้นให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น นั่นคือส่งผลทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมตัวเองได้เร็วกว่าเดิม

ผมหนีโควิด โยกตัวเองมาอยุ่ต่างจังหวัดชั่วคราว อากาศดีมาก สภาพแวดล้อมดีมาก อาหารดีมาก มีพี่สาว หลานๆ ช่วยกันดูแล จัดการสิ่งต่างๆ รอบตัวให้

เป็นประสบการณ์ที่อยากเล่าให้ฟัง ออกตัวว่า ต่างคนต่างกรณีคงเปรียบเทียบกันไม่ได้นะครับ สำหรับผม ยาและการดูแลเป็นส่วนสำคัญ แต่สำคัญวิ่งกว่า คือ สภาพจิตใจ “เราไม่ยอมและสู้กับมัน” ผมใช้แนวทางนี้ แม้เราจะเจ็บป่วยก็ไม่เห็นต้องทำตัวให้เป็นคนป่วยซักหน่อย

หลังจากพยายามจัดการเรื่องนอนได้ดีขึ้นแล้ว ร่างกายเริ่มสดชื่นแล้ว เริ่มลองออกวิ่ง วันก่อน 12.34กิโลเมตร-ทดสอบว่าแผลจะระบมไหม ผลที่ได้ คือ “แจ๋วมาก”, เมื่อวานเลยวิ่ง 23.45 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะปกติที่ผมซ้อมวิ่ง ทดลองอีกเช่นกันว่าวิ่งหนักขึ้นแผลจะเป็นอะไรมั้ย? ผลคือ-เหนื่อยสิครับ ฮ่าๆ / ส่วนแผล-สบายครับ

สองคืนที่ผ่านมา แม้ต้องตื่นมาจัดการกับท่าทางการนอนตัวเองบ้าง แต่เวลาและคุณภาพการนอนดีขึ้น 80% ได้แล้ว ดีใจมาก การเริ่มออกวิ่ง เริ่มส่งผลแล้ว

ผมใช้แนวทางนี้ดำเนินชีวิต ชีวิตจะมีรสชาติมันต้องท้าทายกันหน่อย เดี๋ยวมาดูกันว่าเมื่อไหร่แผลจะหาย ติดตามวิ่งสู้ฟัด(กับแผล) กันนะครับ

About saba

เราจะเป็น #หนึ่งพลัง ร่วมเปลี่ยนแปลงสังคม We will be THE ONE who change our country [มานิตย์ ซาบะ อินทร์พิมพ์] [Manit Saba Intharapim] [マニト・サバ・インサラピム]